รายงานโครงการวิจัยเรื่องทักษะการเขียนภาษาไทยของนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต
ระดับประถมศึกษา 1-3 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 2551
1. ที่มาและหลักการของโครงการวิจัย
โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต มีการจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาษาโดยมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอนในสาระวิชาต่างๆ ยกเว้น สาระวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาในส่วนที่เป็นของประเทศไทย จึงทำให้มีประเด็นที่เป็นข้อสงสัยว่านักเรียนที่มีการเรียนการสอนผ่านสื่อภาษา อังกฤษประมาณ 80% ของเวลาเรียน และมีช่วงเวลาประมาณ 20% เป็นการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยเป็นสื่อ นักเรียนเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประถมศึกษา 1-3 หรือช่วงชั้นที่ 1 จะมีทักษะการใช้ภาษาแม่หรือภาษาไทยในที่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและระดับที่เทียบเคียงกับนักเรียนไทยที่เรียนในระบบโรงเรียนไทยได้มาก น้อยเพียงใด จากประเด็นดังกล่าว คณะศึกษาศาสตร์จึงเห็นว่ามีความสำคัญที่จะต้องศึกษาทักษะการใช้ภาษาไทยของนักเรียนในระดับประถมต้นที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัย รังสิตเพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจของผู้บริหารวิชาการของโรงเรียนว่าควรดำเนินการการเรียนการสอนภาษาไทยให้เหมาะสมและมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ได้อย่างไร
2. วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย
2.1เพื่อวิเคราะห์ทักษะการใช้ภาษาไทยในระดับโครงสร้างประโยคว่านักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต มีการใช้โครงสร้างของประโยคได้ในระดับใด
2.2 เพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการเรียบเรียงเนื้อความในระดับย่อหน้าว่านักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสาธิตแห่ง มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถเรียบเรียงเนื้อความในระดับย่อหน้าได้ในระดับใด
3. ระเบียบวิธีวิจัย
3.1 กลุ่มวิจัย
นักเรียนระดับประถมศึกษา 1-3 ทั้งหมดจำนวน 124 คน
ป1.ก. 23 คน เป็นชาย 16 คน หญิง 7 คน
ป1.ข. 22 คน เป็นชาย 6 คน หญิง 16 คน
ป2.ก. 22 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 8 คน
ป2.ข. 21 คน เป็นชาย 12 คน หญิง 9 คน
ป3.ก. 18 คน เป็นชาย 10 คน หญิง 8 คน
ป3.ข. 18 คน เป็นชาย 13 คน หญิง 5 คน
4. การเก็บข้อมูล
ครูประจำชั้นของทุกชั้นให้คำสั่งนักเรียนเขียนเรียงความในหัวข้อ “อนาคตที่ข้าพเจ้าอยาก
เป็น” ในชั่วโมงเรียนระยะเวลา 50 นาที และเก็บงานเรียงความมาส่งผู้วิจัยของคณะศึกษาศาสตร์
5. ผลของการวิจัย
5.1 ผลของการวิเคราะห์งานเรียงความในระดับโครงสร้างประโยค
ป1.ก. 23 คน เป็นชาย 16 คน หญิง 7 คน
ผลการวิจัย : นักเรียนจำนวน 13 คน มีการใช้ประโยคที่มีการแสดงเหตุผลด้วยคำเชื่อมประโยค “เพราะ” (N=13/23)
ป1.ข. 22 คน เป็นชาย 6 คน หญิง 16 คน
ผลการวิจัย : นักเรียนจำนวน 9 คน มีการใช้ประโยคที่มีการแสดงเหตุผลด้วยคำเชื่อมประโยค “เพราะ” และจำนวน 10 คน ใช้คำว่า “เพราะว่า” (N=19/22)
ป2.ก. 22 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 8 คน
ผลการวิจัย : นักเรียนจำนวน 9 คน มีการใช้ประโยคที่มีการแสดงเหตุผลด้วยคำเชื่อมประโยค “เพราะจะได้”/ “เพราะว่าจะได้” และจำนวน 10 คน ใช้คำว่า “เพราะว่า” (N=19/22)
ป2.ข. 21 คน เป็นชาย 12 คน หญิง 9 คน
ผลการวิจัย : นักเรียนจำนวน 5 คน มีการใช้ประโยคที่มีการแสดงเหตุผลด้วยคำเชื่อมประโยค “เพราะจะได้”/“เพื่อที่จะได้”/“จะได้” และจำนวน 15 คน ใช้คำว่า “เพราะ”/“เพราะว่า” (N=20/21)
ป3.ก. 18 คน เป็นชาย 10 คน หญิง 8 คน
ผลการวิจัย : นักเรียนทั้งหมดจำนวน 18 คน มีการใช้ประโยคที่มีการแสดงเหตุผลด้วยคำเชื่อมประโยค “เพราะ”/“เพราะว่า” และใช้คำเชื่อมประโยคที่แสดงเหตุผลอื่นๆ ได้แก่
“เนื่องจาก” /“แม้” /“แม้ว่า” /“แต่” /“แต่ว่า” (N=18/18)
ป3.ข. 18 คน เป็นชาย 13 คน หญิง 5 คน
สรุปผลการวิจัย : นักเรียนทั้งหมดจำนวน 18 คน มีการใช้ประโยคที่มีการแสดงเหตุผลด้วยคำเชื่อมประโยค “เพราะ”/“เพราะว่า” และใช้คำเชื่อมประโยคที่แสดงเหตุผลอื่นๆ ได้แก่
“เนื่องจาก” /“แม้” /“แม้ว่า” /“แต่” /“แต่ว่า” (N=18/18)
6. สรุปผลของการวิจัยและข้อเสนอแนะ
6.1 จากผลของการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับโครงสร้างประโยคนักเรียนส่วนใหญ่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 – 2 สามารถใช้คำเชื่อมประโยคที่แสดงเหตุผล “เพราะว่า” ได้เป็นอย่างดี และนักเรียนส่วนใหญ่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 สามารถใช้คำเชื่อมประโยคที่แสดงเหตุผล “เพราะว่า” และคำเชื่อมอื่นๆ “เนื่องจาก” /“แม้” /“แม้ว่า” /“แต่” /“แต่ว่า” ได้อย่างดีเหมาะสมกับการแสดงความคิดเห็น ข้อมูลดังกล่าวทั้ง 3 ระดับ ชี้ชัดว่านักเรียนในระบบทวิภาษาสามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษาแม่ได้เป็นอย่างดี มิได้มีข้อด้อยในด้านพัฒนาการการใช้ภาษาไทยอย่างที่เป็นข้อสงสัยของผู้บริหารงานวิชาการและผู้ปกครอง
6.2 จากผลของการวิเคราะห์ข้อมูลในการเรียบเรียงเนื้อหาในระดับย่อหน้า จะเห็นได้ว่าจากผลของการวิเคราะห์แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทักษะการใช้ภาษาไทยของนักเรียนจากระดับประถมศึกษาปีที่ 1 สู่ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยที่ 2 ระดับแรกใช้เพียงหนึ่งย่อหน้า จากนั้นงานเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 3 ได้แสดงระดับการพัฒนาก้าวกระโดดจาก 1 ย่อหน้าไปเป็น 3 ย่อหน้า ซึ่งชี้ชัดว่ามีการเรียบเรียงเนื้อความ (1) นำเข้าสู่ประเด็น (2) การแสดงเหตุผลและตัวอย่าง / คำอธิบาย (3) สรุปปิดประเด็น ซึ่งเป็นพัฒนาการการเรียบเรียงเนื้อหาในระดับย่อหน้าที่ดีและมีประสิทธิภาพในการสื่อสาร
6.3 เมื่อพิจารณาจากผลการวิเคราะห์งานเขียนเรียงความภาษาไทยของนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต จะเห็นได้ชัดว่ามีพัฒนาการที่ดี มีการไต่ระดับจากประถมศึกษาปีที่ 1ไปสู่ประถมศึกษาปีที่ 3 แต่อย่างไรก็ตามหากผู้บริหารงานวิชาการและผู้สอนต้องการเร่งพัฒนาการใช้ทักษะการเขียนภาษาไทย ก็อาจเสนอแนะให้ผู้สอนดำเนินการสอนและฝึกนักเรียนที่มีความพร้อมในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 – 2 ให้ใช้คำเชื่อมประโยคที่แสดงเหตุผลได้มากกว่าคำว่า “เพราะว่า” และสามารถใช้ย่อหน้าได้มากกว่า 1 ย่อหน้า แต่อาจไม่เกิน 2 ย่อหน้า สำหรับนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 ควรได้รับการพัฒนาให้สามารถเรียบเรียงเนื้อหาได้ 3 – 5 ย่อหน้า โดยให้ย่อหน้าที่ 1 แสดงจุดเปิดประเด็นและย่อหน้าที่ 5 แสดงจุดปิดประเด็น ส่วนย่อหน้าที่ 2 – 4 เป็นการแสดงความคิดเห็นที่ประกอบด้วยคำอธิบายและตัวอย่าง เมื่อได้ใช้ผลของการวิจัยในโครงการนี้ไปสู่ระดับการสอนโดยตรงในระดับชั้นเรียน คาดได้ว่าจะยังประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนต้นให้มีการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทยเพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
|